Modification Indices: MI
- Nott Panik Senariddhikrai

- 5 days ago
- 2 min read

Outline:
“ในการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง หรือ SEM (Structural Equation Modeling) สิ่งสำคัญในการพิจารณาว่า โมเดลนี้ ดี หรือ ไม่ดี ก็คือค่าโมเดลฟิต บางครั้งค่าอิทธิพลมีนัยสำคัญ ค่าน้ำหนัก factor loading ออกมาดี มีค่าสูง แต่หากค่าโมเดลฟิตไม่ผ่าน ก็มักไม่ได้รับการยอมรับ ก็เรียกว่า "ยังไม่ผ่าน"”
การปรับโมเดลฟิตด้วย MI (Modification Indices)
.
1.ทำไมต้องปรับโมเดล ?
.
ในการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง หรือ SEM (Structural Equation Modeling) สิ่งสำคัญในการพิจารณาว่า โมเดลนี้ ดี หรือ ไม่ดี ก็คือค่าโมเดลฟิต บางครั้งค่าอิทธิพลมีนัยสำคัญ ค่าน้ำหนัก factor loading ออกมาดี มีค่าสูง แต่หากค่าโมเดลฟิตไม่ผ่าน ก็มักไม่ได้รับการยอมรับ ก็เรียกว่า "ยังไม่ผ่าน"
.
ดังนั้น ต้องทำให้โมเดลฟิต "ผ่าน" ซึ่งประเด็นนี้ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่เลือกใช้ ขอเรียกแบบง่ายๆ ว่า เกณฑ์โมเดลฟิตแบบเข้มงวด กับ แบบทางเลือก
.
แบบเข้มงวด คือ ทุกเกณฑ์จะมี cut-off ที่กำหนดค่อนข้างสูง เช่น p-value > 0.05 หรือ Relative Chi-square < 2 หรือ CFI > 0.97 หรือ RMSEA < 0.05 โดยไม่สนใจว่าหน้าตาโมเดลจะเป็นอย่างไร จะมีตัวแปรเยอะหรือน้อย ก็ต้องผ่านค่านี้เท่านั้น
.
แบบทางเลือก คือ cut-off ต่ำลงมาหน่อย เช่น Relative Chi-square <5 , CFI > 0.90 , RMSEA < 0.08 เป็นต้น หรืออ้างอิงของ Hair 2019 ที่พิจารณาตามเงื่อนไขของจำนวนตัวแปรในโมเดล และจำนวน N ซึ่งถือว่ายืดหยุ่นมากขึ้น
.
แต่ไม่ว่าแบบใด หากค่ายังไม่ผ่าน ก็มักจะต้องทำการ "ปรับโมเดล" เพื่อให้ค่าผ่าน โดยการปรับโมเดลก็มีหลายคำแนะนำ เช่น การตัดตัวแปรที่ไม่มีนัยสำคัญ หรือ การตัดตัวชี้วัดที่มีค่าน้ำหนัก < 0.3 และการปรับค่า MI
.
2. MI คืออะไร ?
.
MI หรือ Modification Indices เป็นการจัดการกับโมเดล เพื่อทำให้ค่าโมเดลฟิตเปลี่ยนแปลงไป
โดยวิธีการคือ ลากเส้นเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง error ของตัวแปร โดยหลักการคือ ค่า MI ที่สูง จะทำให้ค่า chi-square ลดลง (รวมถึงค่าอื่นๆ ด้วย)
.

ภาพด้านบนนี้ คือผลการแสดงค่า MI ด้วยโปรแกรม AMOS ซึ่งจากตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า e21 <> e22 มีค่า MI สูงที่สุด จึงควรลากเส้นเชื่อมความสัมพันธ์ด้วย "คู่" นี้
.
และผลลัพธ์ที่ได้ คือ ค่า chi-square จะลดลง 325.415
.
หลักการ คือ ค่า chi-square ต่ำ ค่า p-value จะสูง และเช่นเดียวกัน หากค่า chi-square สูง ค่า p-value จะต่ำ ดังนั้น เกณฑ์ยอดฮิต คือ p-value ควร > 0.05 ค่า chi-square จึงลงต่ำ (ปกติมักจะต้องต่ำกว่า 100 ถึงจะทำให้ค่า p-value มากกว่า 0.05)
.
แนวทางการปรับ MI มีหลักสำคัญอยู่ 3 ข้อ คือ 1) เลือกค่า MI สูง 2) ปรับคู่ที่อยู่องค์ประกอบเดียวกัน และ 3) ควรมีค่าเป็น +
.
3. หลักการเลือกปรับ (3 หลักการสำคัญ)
.
หลักการสำคัญของการปรับ MI มี 3 ข้อ ซึ่งควรยึดตามเงื่อนไขนี้เหล่านี้ ก่อน เป็นลำดับแรก
.
หลักการข้อที่ 1: เลือกตัวที่ค่า MI สูงที่สุดก่อน
เหตุผล: เพื่อให้เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด การเลือกตัวที่ค่าสูงสุดจะช่วยลด Chi-square ได้เร็ว ทำให้ค่าพวก CFI, TLI หรือ RMSEA ขยับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลักการข้อที่ 2: ต้องเป็นคู่ที่อยู่ใน "องค์ประกอบเดียวกัน"
เหตุผล: การเชื่อมภายในกลุ่มเดียวกัน เพราะ สะท้อนความสัมพันธ์ภายใต้องค์ประกอบเดียวกัน อนุญาตให้ error สัมพันธ์กันได้ ในขณะที่การเชื่อม error ข้ามกลุ่ม (เช่น ข้อคำถามความพึงพอใจ ไปเชื่อมกับ ข้อคำถามความจงรักภักดี) ไม่อนุญาติ เพราะไม่สอดคล้องกับทฤษฎี
**ต้องทำความเข้าใจแบบนี้ก่อน ว่า การเชื่อมความสัมพันธ์ เป็นการเชื่อมระหว่าง error ของตัวชี้วัด ไมใช่การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตัวชี้วัด
หลักการข้อที่ 3: เลือกค่าที่เป็นบวก (+)
เหตุผล: ค่า MI ที่โปรแกรมแนะนำควรมีค่า EPC หรือ Expect Parameter Change เป็น + เนื่องจากค่า + คือทิศทางเดียวกัน แต่หากเลือกปรับค่าที่เป็น - จะเป็นคนละทิศทาง ลองนึกภาพตาม ว่า error ของ ATT1 มีความสัมพันธ์กับ error ของ ATT2 เป็น - ซึ่งทั้งสองตัวชี้วัดอยู่ในองค์ประกอบเดียวกัน มันจึงเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกัน . ขยายความต่อ คือ ATT1 กับ ATT2 เป็นตัวชี้วัดในเรื่อง ทัศนคติ ดังนั้น ตัวชี้วัดที่อยู่ภายใต้ทัศนคติ มีความสัมพันธ์กัน จึงควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากสัมพันธ์กันคนละทิศทาง จึงดูขัดแย้งกัน และที่สำคัญ สิ่งที่นำมาสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ตัวชี้วัด แต่เป็น error ของตัวชี้วัด

.
4. สิ่งที่ต้องระวัง
.
ปรับเส้นมากเกินไป : การปรับเส้น MI เยอะเกินไป มันจะสะท้อนความสอดคล้องของโมเดล แสดงว่า โมเดลนี้ กับ กลุ่มตัวอย่างนี้ ไม่สอดคล้อง ที่เรียกกันว่า "สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์" ก็คือ โมเดลไม่สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์
ระวังเรื่องทฤษฎี : ประเด็นนี้ อาจต้องคุยกันเป็นเรื่องใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม เพราะต้องย้อนไปเชิงแนวคิด ว่า วัตถุประสงค์คือการ "พิสูจน์" / "พัฒนา" หรือ "พยากรณ์" โมเดล เนื่องจากวัตถุประสงค์เหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างและทดสอบโมเดล ขยายความได้ว่า หากเป็นการพิสูจน์โมเดล เมื่อเราวิเคราะห์ในครั้งแรก ผลเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น หากโมเดลฟิตไม่ผ่าน ก็ต้องยอมรับว่าไม่ผ่าน เพราะมันคือการ "พิสูจน์" แต่ถ้าเป็นการพัฒนาโมเดล ก็มีโอกาสให้ปรับโมเดลได้ นั่นคือโมเดลที่เราได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งโมเดลที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นั้น มีการลากเส้นโยงตัวแปรอะไร กับ อะไรบ้าง เราสามารถอธิบายความสัมพันธ์ที่เกิดจากการปรับโมเดลเหล่านั้น ได้หรือไม่ นี่จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาในการปรับโมเดล
.
5.สรุป
.
สรุป เรื่อง MI ให้มองเป็นขั้นตอน ดังนี้
ดูตาราง Modification Indices
มองหาค่า M.I. สูงๆ ในส่วนของ Covariances เช่น e1 <--> e2
ตรวจสอบว่าอยู่ภายใต้ตัวแปรแฝงเดียวกันไหม
ลากเส้น correlate ในโปรแกรม
รันผลใหม่ (Re-run) และเช็กค่า Model Fit
.
ต้องการเรียนสถิติ อยากปรึกษาสถิติทั้งเรื่อง Factor Analysis, CFA, SEM หรือเรื่องอื่นๆ สามารถติดต่อสอบถามเข้ามาได้เลย
.

'นึกถึงสถิติ นึกถึงเรา Smart Research Thai'
สอนสถิติวิจัย.ไทย
ร่วมติดตามได้ทุกช่องทาง
follow or subscribe in any channel
.
tel.086-555-5949
line: @SmartResearchThai
Blockdit: SmartResearchThai
Youtube: SmartResearchThai
Facebook: SmartResearchThai




Comments